ต้องรู้จักธรรมชาติของเสียงตนเองก่อน ว่าเป็นคนเสียงดีไหม ? เสียงหนา เสียงบาง ควรจะพากย์เป็นตัวอะไรได้บ้าง ต้องตอบตัวเองได้ด้วยความเป็นกลาง จะได้รู้ได้ว่าต้องฝึกพากย์เพื่อไปเป็นตัวละครประเภทไหน เป็นพระเอกนางเอกได้ หรือเป็นได้แค่ตัวรองๆ ตัวประกอบ

       ต้องหาวิธีการฝึกออกเสียง เพื่อออกเสียงให้ชัดถ้อยชัดคำ ให้อักขระถูกต้อง ไม่ว่าจะฝึกฝนด้วยตัวเอง หรือฝึกโดยสถาบัน หรือมีครูผู้สอน

       ต้องฝึกการทำหลายๆอย่างไปพร้อมๆกัน เช่น การอ่าน การออกเสียง การใส่อารมณ์ในบทที่กำลังให้เสียง เพราะการพากย์จะต้องทำทุกอย่างทั้งหมดภายในเวลาเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

       การหัดทำเสียงที่หลากหลาย – เมื่อออกเสียงได้ชัดเจนแล้ว พูดได้คล่องปากแล้ว ต้องหัดพากย์ให้ได้ในหลายๆโทนเสียง เพราะในคอนเทนต์หนึ่งๆ ยกตัวอย่างหนังเรื่องหนึ่ง นักพากย์แต่ละคนต้องทำหน้าที่พากย์เสียงตัวละครหลายตัว ซึ่งอาจจะมีหลายบุคลิคลักษณะ เช่น หนุ่ม แก่ อ้วน ผอม แหบ ติดอ่าง ... เพราะฉะนั้นต้องหัดฉีกเสียงได้หลายๆเสียง และพอฉีกเสียงได้แล้วต้องจำเสียงให้ได้ด้วย

    การพาตัวเองหลุดเข้าไปเป็นตัวละครอยู่ในหนังเรื่องนั้นๆ – ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมาก เพราะนักพากย์เปรียบเสมือนนักแสดงที่ใช้เสียงในการแสดง เพื่อให้ได้อารมณ์และอรรถรสของคอนเทนต์ที่เรา กำลังพากย์อยู่ การเข้าถึงอารมณ์ผ่านทางเสียงของตัวละครต่างๆที่เราพากย์ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าทำได้ก็จะเป็นนักพากย์ที่เก่ง ผู้ชมจะเห็น ผู้ควบคุมเสียงจะเห็น เจ้าของทีมพากย์จะเห็น เจ้าของงานจะเห็น

       การหัดพากย์เสียงในอารมณ์ และในสถานการณ์ต่างๆกัน – เป็นเรื่องสำคัญ ต้องพยายามทำให้ได้ และต้องหาวิธีสร้างเสียงให้เข้ากับอารมณ์และสถานการณ์นั้นๆ อาจใช้วิธีครูพักลักจำ หรือสอบถามจากนักพากย์รุ่นพี่ ที่มีประสบการณ์และความสามารถ

    การฝึกพากย์ด้วยตนเอง – ในกรณีที่ไม่สะดวกในการเรียนเป็นคอร์ส มีนักพากย์หลายท่านที่ชอบหนังและการพากย์หนังเป็นชีวิตจิตใจ แล้วฝึกพากย์ด้วยตนเองด้วยใจรัก ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นนักพากย์ที่มีชื่อเสียง ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น

      การฝึกพากย์ในสถาบันที่ทำการสอนพากย์เสียง – ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

     ครูพักลักจำ – ส่วนใหญ่ครูบาอาจารย์ นักพากย์อาวุโสหลายท่าน มักจะเล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนการพากย์เสียงไม่มีใครเขาสอนกันเป็นกิจลักษณะ จึงใช้วิธีครูพักลักจำ และฝึกฝนทักษะทั้งหลายด้วยตนเอง เพิ่มพูนประสบการณ์ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นนักพากย์มืออาชีพ

     พากย์เป็นเสียงของเราเอง อย่าพยายามเป็นคนอื่น – ครูบาอาจารย์มักพร่ำสอนอยู่เสมอว่า พากย์เป็นเสียงเรา อย่าพยายามพากย์เป็นเสียงคนอื่น เพราะถึงเราจะพากย์เหมือนก็ไม่ใช่ว่าเราจะมีชื่อเสียง คนที่มีชื่อเสียงคือคนที่เราพยายามพากย์ให้เหมือนต่างหาก หาเสียงของตัวเองให้เจอ และจงเป็นตัวเอง

     การฝึกอ่านหนังสือให้เร็ว การกวาดสายตา การฝึกออกเสียงพร้อมกับกวาดสายตา – เพราะสปีดในภาษาต่างประเทศแทบทุกภาษา เร็วกว่าภาษาไทยมาก ถ้าอ่านหนังสือช้าและประสาทตากับปากไม่สัมพันธ์กัน แนะนำให้หาอาชีพอื่นทำ แต่ถ้าใจรักจริงๆ อยากเป็นนักพากย์ให้ได้ ก็จงหมั่นฝึกฝน ฝึกฝน และ..ฝึกฝน

     คุณอยากเป็นนักพากย์จริงๆเหรอ ? คุณอยากเป็นนักพากย์แค่ไหน ? คุณพร้อมจะแลกกับอะไร ? – ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า คุณอยากเป็นนักพากย์เฉยๆ อยากเป็นนักพากย์ตามกระแส อยากเป็นนักพากย์มากๆ อยากเป็นนักพากย์ให้ได้ อยากเป็นนักพากย์แทบตาย และพร้อมจะแลกทุกสิ่งทุกอย่างกับมัน ตอบตัวเองให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยก้าวเดินตามความฝัน

     การบังคับ ควบคุมการเปล่งเสียง – พลังของเสียงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเรามีการบังคับ และความคุมการเปล่งเสียงได้ดีพอ ซึ่งอาจจะใช้หลักและเทคนิคของการร้องเพลงเข้ามาประยุกต์ใช้ได้เมื่อเวลาผ่านไปคุณควบคุมเสียงได้แล้ว เสียงของคุณก็จะทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถใช้เสียงของคุณได้ทุกวิถีทาง