ต้องให้เสียงที่ใกล้เคียงกับเสียงต้นฉบับให้มากที่สุด จึงต้องวางเสียงให้เข้ากับบุคลิคลักษณะ รูปร่างหน้าตาและตำแหน่งหน้าที่ บทบาทของตัวละครต้นฉบับแต่ละตัว เช่น ประธานบริษัท นายทหารใหญ่ ประธานาธิบดี เศรษฐีจอมโวยวาย คนขับรถแก่ๆ นักเลงหัวไม้ ขี้ยาผอมกะหร่อง คนไม่มั่นใจในตัวเอง คนเจ้าชู้ หญิงสาวก๋ากั่น สาวน้อยผู้น่ารัก คุณป้าวัยทอง ผู้หญิงปากร้าย ... เสียงของเราก็จะต้องพากย์ให้แตกต่างกันออกไปได้ทุกลักษณะ

     ต้องพากย์ sync กับปากของตัวละคร เสียงพากย์จะต้องขึ้นต้นให้ใกล้เคียงกันกับเสียงจากต้นฉบับ และจบลงพร้อมๆกัน ไม่พากย์จบก่อน ไม่พากย์จบหลังเสียงต้นฉบับ

     ต้องพากย์ให้เข้ากับบริบท และอารมณ์ของหนัง โดยการยึดถือบทพากย์เป็นหลัก ยิงมุกได้ในเวลาที่เหมาะสม กับคอนเทนต์ที่เหมาะสม และประเภทของคอนเทนต์ที่เหมาะสม เช่น ถ้าเป็นหนังเอเชียที่เป็นหนังตลก หนังดำเนินเรื่องราวสบายๆ ไม่ซีเรียส ถ้ามีจังหวะที่เหมาะสมก็พอที่จะยิงมุกได้เพื่อเพิ่มอรรถรสให้กับหนัง เพื่อทำให้หนังสนุกและน่าติดตามมากขึ้น แต่ถ้าหากเป็นหนังดราม่า ที่เน้นอารมณ์ เน้นเรื่องราวน่าสะเทือนใจ ก็ไม่ควรนอกบทมากเกินสมควร เพราะอาจทำให้อารมณ์และบริบทของหนังผิดเพี้ยนไปจากคอนเทนต์ต้นฉบับ ควรจะพากย์ไปตามบท ตามกรอบที่ควรจะเป็น ซึ่งเรื่องนี้ต้องใช้ดุลยพินิจของนักพากย์เอง รวมไปถึงเพื่อนนักพากย์ที่ร่วมงานด้วยกัน เจ้าหน้าที่คอนโทรล และซาวด์เอ็นจิเนียร์เป็นสำคัญ

     ต้องเข้าใจธรรมชาติของคอนเทนต์ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเราพากย์หนัง ก็ต้องเข้าใจว่าหนังเอเชียมีอัตลักษณ์อย่างไร ธรรมชาติของหนังแต่ละชาติแต่ละภาษาเป็นอย่างไร อาทิเช่น ภาษาจีนพูดจาโหวกเหวกสปีดเร็วคำเยอะ เราก็ต้องเพิ่มสปีดในการพากย์ให้เร็วตามไปด้วยเช่นกัน หนังจีนกำลังภายในมีฉากที่พอจะพากย์ให้หนังสนุกขึ้นได้ เช่น ฉากเดินตลาด ฉากต่อสู้ของตัวละครประกอบที่ไม่สำคัญ ฉากพวกนี้สามารถเล่นมุกตลก เพื่อเพิ่มความสนุกให้หนังได้ มุขตลกของหนังจีน หนังญี่ปุ่น หนังเกาหลี ... มีความแตกต่างกันอย่างไร ? หนังดราม่าของญี่ปุ่น จีน เกาหลี มีความสุขุมลุ่มลึกแตกต่างกันอย่างไร ถ้าเราเข้าใจได้ถึงขั้นนั้น เราก็จะสามารถออกเสียงได้เข้ากับธีมของหนัง อารมณ์ และประเด็นที่หนังต้องการสื่อถึงท่านผู้ชมได้อย่างชัดเจน และเป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

     ต้องเข้าใจธรรมชาติของแต่ละภาษา ว่าลักษณะของการพูดในภาษาต่างๆจะไม่เหมือนกัน บางภาษาสามารถที่จะพูดทีละคำสองคำ ไม่ต้องพูดต่อเนื่องกัน ก็ฟังเป็นธรรมชาติได้ บางภาษาต้องลงท้ายด้วยประโยคทำนองนี้ หรือคำๆนี้ เช่น ต้องมีคำตบท้ายประโยค ต้องลงท้ายด้วยคำนั้นคำนี้ บางภาษาต้องมีคำฟุ่มเฟือยที่ไม่มีความหมายอยู่ตลอดเวลา ถ้าในบทไม่มีนักพากย์ก็ต้องหาคำเทียบเคียงภาษาไทยที่เหมาะสมมาใส่ให้ได้ บางภาษาต้องมีการส่งเสียง ซื๊ด... จึ๊จ๊ะ ในระหว่างการพูด นักพากย์ก็ต้องอาศัยความละเอียดละออใส่เสียงพวกนี้ลงไปให้ครบถ้วนด้วย เราเรียกกันว่า การเก็บแอ๊ค